Archive for the ‘สาระน่ารู้’ Category

ทำไมรอยฟกช้ำจึงมีสีคล้ำดำเขียว?

Wednesday, August 21st, 2013

………..วันนี้ทางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีสาระดีๆมาฝากคะ เด็กๆเคยสงสัยมั้ยคะว่า “ทำไมรอยฟกช้ำจึงมีสีคล้ำดำเขียว?”เรามาคลายความสงสัยกันเลยคะ

“”"”"”"

……………..เมื่อร่างกายเราถูกกระแทกหรือถูกตีอย่างแรงที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง  จะทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นแตก  เลือดจะไหลซึมออกมานองอยู่ใต้ผิวหนัง  ทำให้ผิวหนังปูดออก  บริเวณที่เลือดไหลนองนี้อยู่ลึกถัดไปจากหนังกำพร้าชั้นใน  ถ้าถูกกระแทกใหม่ ๆ จะเป็นรอยแดงจาง ๆ เมื่อผ่านวันไปจะมีสีคล้ำขึ้น

……………..
“”"”"”"”"”"”"”"”"”"
การที่เราเห็นเป็นสีคล้ำเขียวก็เพราะแสงที่ส่องกระทบรอยฟกช้ำนั้นสะท้อนมาเข้าตาเรา
  ก่อนที่
แสงจะมาเข้าตาเรา แสงจะต้องผ่านชั้นต่าง ๆ ของผิวหนัง  กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะดูดซับแสงสีแดงไว้  ส่วนแสงสีน้ำเงินถึงแสงสีม่วงจะไม่ถูกดูดซับ  เราจึงเห็นเป็นสีม่วงคล้ำบริเวณนั้น  ยิ่งรอยฟกช้ำขยายตัวลึกเข้าไปมากเพียงใด  แสงก็จะถูกดูดซับมากขึ้น  เราก็จะยิ่งเห็นรอยฟกช้ำคล้ำมากขึ้น

สาระน่ารู้…วิทยาศาสตร์ใกล้ตัว

Wednesday, August 14th, 2013

ของหวานทำให้ฟันผุได้อย่างไร?

…..

……….น้ำตาลทำให้เกิดโรคฟันผุและโรคเหงือก  แต่ปริมาณยังสำคัญน้อยกว่าจำนวนครั้งที่รับประทานเข้าไป  ฉะนั้นการประนีประนอมระหว่างการตามใจตัวเองกับการป้องกันฟันผุก็คือ  พยายามลดการรับประทานขนมหวานให้เหลือเพียงวันละครั้งเดียว

……….น้ำตาลธรรมดาหรือซูโครส (sucrose) เป็นอาหารโปรดของ “แบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุ” ซึ่งเราได้ยินเสมอ ๆ ในโฆษณายาสีฟันยี่ห้อต่าง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ  เมื่อแบคทีเรียพบซูโครสในอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆจะสร้างสารเหนียวเรียกว่า เด็กซ์แทรน (dextrans) ซึ่งเกาะติดแน่นกับฟันแบคทีเรียนี้จะเติบโตและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนมีขนาดใหญ่กลายเป็นแผ่นคราบบนตัวฟันหรือพลัก (plague) แบคทีเรียชนิดอื่นจะเข้าไปอาศัยอยู่ในพลัก  และเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นกรด  กรดจะทำลายเคลือบฟันจนหมดสิ้น  ต่อจากนั้นก็จะทำลายแคลเซียมภายในฟันและทำให้ฟันโบ๋เป็นโพรง

……….แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกรดนี้  จะเริ่มต้นทำงานเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากการรับประทานน้ำตาลเข้าไปและเมื่อเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วการสร้างกรดก็มักจะดำเนินต่อไปอีกนาน  ดังนั้นฟันผุจึงมักเกิดขึ้นภายหลังจากรับประทานขนมหวานเข้าไปนานแล้ว  นี่เป็นคำอธิบายว่า  ทำไมการรับประทานขนมหวานบ่อย ๆ ถึงทำให้ฟันผุ

……….นอกจากพลักจะเป็นศัตรูสำคัญของฟันแล้วยังทำอันตรายต่อเหงือกและกระดูกที่ยึดฟัน  เริ่มด้วยการสะสมพลักบนตัวฟันและรอบ ๆ แนวเหงือก  แบคทีเรียที่อยู่ในพลักจะทำให้เกิดสารเคมีที่ทำให้เกิดความระคายเคืองแก่เหงือกและทำให้เลือดออก  เมื่อเวลาผ่านไปแบคทีเรียที่อยู่ใกล้ส่วนนอกของฟันมากที่สุดจะตายกลายเป็นหินปูนที่เกาะรอบตัวฟัน  ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยชั้นของพลัก  ที่มีแบคทีเรียที่มีชีวิตอยู่อีกทีหนึ่ง ต่อมาเส้นใยที่เชื่อมต่อเหงือกกับฟันจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เต็มไปหมด  ในที่สุดก็จะทำลายกระดูกฟันที่ยึดฟันทำให้ฟันโยก  ในภาวะนี้ฟันจะผุและติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่าย  อาการที่เห็นบ่อยที่สุดก็คือ  เหงือกบวมและเลือดออกง่าย

……….พลักเป็นโรคที่ซ่อนตัวอยู่  เนื่องจากโปร่งใสและไม่มีสี  นอกจากกรณีที่เป็นชั้นหนามาก ๆ จึงมองเห็นเป็นแผ่นสีขาว ๆ เมื่อทันตแพทย์กำจัดพลักและหินปูนที่เกาะตามไรฟันออกหมดแล้ว  เราอาจป้องกันไม่ให้เกิดได้อีกโดยแปรงฟันเป็นประจำ  กล่าวคือกำจัดแผ่นคราบที่เกาะอยู่รอบนอกฟันทุกซี่อย่างน้อยที่สุดวันละหนึ่งครั้ง  ถ้าจะให้ดีควรเป็นเวลาก่อนเข้านอน  ทันตแพทย์แนะนำให้แปรงฟันให้ทั่วอย่างถูกวิธี  และใช้เส้นใยไนล่อนที่เรียกว่า เดนทอลฟลอสส์ (dental floss) หรือไหมขัดซอกฟันทำความสะอาดตามซอกฟัน  เท่านี้คุณก็จะยิ้มได้อย่างสดใส

…..

เกร็ดน่ารู้

Monday, December 8th, 2008

ระวัง!!!สารก่อมะเร็งจากอาหารปิ้งย่าง

     อันตรายจากอาหารปิ้งย่าง เช่น หมูปิ้ง ไก่ย่าง ปลาย่าง ที่มักจะย่างกับเปลวไฟโดยตรงและจะมีไขมันตกลงไปบนเปลวไฟทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน(Polycyclic aromatic hydrocarbon ; PAHs) ซึ่งมีผลการศึกษาในสัตว์ทดลองของคณะผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติว่าสารนี้ก่อให้เกิดพิษในสัตว์ทดลองหลายระบบ และอาจถึงขั้นก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้

       กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ได้ศึกษาการปนเปื้อนของสารเบนโซ(เอ)ไพริน(Benzo(a)Pyrene;B(a)P)ซึ่งเป็นสารในกลุ่มสารPAHs โดยสุ่มตรวจวิเคราะห์อาหารปิ้งย่างที่จำหน่ายในตลาดสดกรุงเทพมหานคร พบการปนเปื้อนของสาร B(a)P ในหลายตัวอย่างแต่มีปริมาณตำกว่าเกณฑ์ที่กลุ่มสหภาพยุโรป หรือ EU กำหนดไว้ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าสาร B(a)P ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในคน แสดงว่าอาหารปิ้งย่างตามลักษณะการปิ้งย่างของไทยมีสาร PAHs ปนเปื้อนอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยต่อการบริโภค

        การป้องกันอันตรายที่อาจได้รับจากอาหารปิ้งย่าง  ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารปิ้งย่างที่ไหม้เรียมเป็นประจำ การปิ้งย่างอาหารควรใช้เนื้อที่ไม่มีไขมัน หลีกเลี่ยงการปิ้งย่างที่ให้เปลวไฟสัมผัสกับอาหารโดยตรง ควรปิ้งย่างอาหารด้วยไฟอ่อนๆและใช้เวลานาน ดีกว่าใช้ความร้อนสูงเพื่อทำให้อาหารสุกอย่างรวดเร็ว และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับปิ้งย่างอาหารควรล้างคราบไหม้เกรียมออกก่อนนำมาใช้ทุกครั้ง

 

ข้อมูลจาก : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข   

……………………………………………………………………………………………………………………..

รังสีคืออะไร

                    รังสีคือพลังงานที่เปล่งหรือแผ่ออกในรูปคลื่นหรืออนุภาค เช่น รังสีความร้อน รังสีคอสมิค และรังสีนิวเครียร์ เป็นต้น

 

                                           ข้อมูลจาก:การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ข้าวโพดคั่วอาจทำปอดพังได้

Monday, July 14th, 2008

                                              

ถือเป็นของขบเคี้ยวยอดฮิตเวลาไปดูหนังเลยทีเดียว สำหรับข้าวโพดคั่ว หรือป๊อปคอร์นนั่นเอง หลาย ๆ คนอาจจะกินจนติดเป็นนิสัย เข้าโรงหนังทีไรซื้อกินทุกที บางรายอาจถึงขั้นดูทีวีอยู่ที่บ้านก็ยังขอซื้อมานั่งทานด้วยเลย
แต่ก็อย่าลืมว่าป๊อปคอร์นนั้นเป็นหนึ่งในอาหารฟาสต์ฟูดที่ไม่ค่อยมีสารอาหารมากมายเท่าไหร่นัก

ล่าสุดสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาได้ออกคำเตือนว่า สารแต่งกลิ่นและรสเนยที่ใช้ในข้าวโพดคั่ว อาจจะทำให้เกิดโรคหลอดลมขนาดเล็กอุดตัน โรคปอดและระบบทางเดินหายใจได้ซึ่งอาการที่ปรากฏเด่นชัดนั้นจะมีอาการ ไอ หายใจลำบาก และอาการจะค่อย ๆ ทรุดหนักลงเรื่อย ๆ ด้วย
นอกจากนี้คนที่ทำงานในโรงงานที่มีสารแต่งกลิ่นและรสเนย น่าจะมีส่วนทำให้คนงานป่วยเป็นโรคหลอดลม โรคปอด และระบบทางเดินหายใจได้ด้วย
เอาล่ะ … ใครที่ชอบทานข้าวโพดคั่วมาก ๆ คราวนี้ก็ถึงคราวเพลา ๆ การรับประทานได้แล้วนะคะ เพื่อประโยชน์ต่อร่างกายของคุณเองค่ะ

ช่วยโลกร้อน ตอนว่าด้วยเรื่องกระดาษ

Monday, July 14th, 2008

                                        

 

แม้ว่าจะหมดช่วงฤดูร้อนไปแล้ว แต่โลกเราก็ยังร้อนอยู่ เพราะพวกเรานี่ล่ะที่ทำร้ายโลกมานานแสนนานเหลือเกิน หลาย ๆ คนที่ช่วยกันรักษาโลกของเราไม่ให้ร้อนมากขึ้น ก็ต้องขอชื่นชมนะคะ ส่วนใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน

วันนี้เรามีวิธีช่วยลดโลกร้อนมาฝากอีกแล้วค่ะ


วันนี้เราจะว่าด้วยเรื่องกระดาษล้วน ๆ เลยนะ อย่างแรกที่เบสิคมาก ๆ นั่นคือการใช้กระดาษให้คุ้มทั้งข้างหน้าและข้างหลัง วิธีนศ.สามารถนำไปใช้ได้ดียิ่ง นั่นคือ เอกสารประกอบการเรียนในเทอมที่แล้ว อย่าทิ้ง ส่วนไหนที่อาจารย์ซีรอกซ์มาให้เพียงหน้าเดียว อีกหน้าก็นำมาใช้จดเล็กเชอร์เทอมต่อไปได้ แถมยังได้ทบทวนความรู้เทอมก่อน ๆ ด้วย


ถ้าไม่จำเป็นอย่าซีรอกซ์ ใช้วิธีพกสมุดจดอันเล็ก ๆ แทน เมื่ออยากได้ข้อมูลไหนก็จดเอา
ถือเป็นการอ่านรอบหนึ่งด้วย จะได้จำได้แม่น ๆ

หนังสือหรือนิตยสารที่ไม่ใช้แล้วก็ชั่งกิโลขายให้เขาเอาไปรีไซเคิลซะ หรือจะบริจาคให้น้อง ๆ ในโรงเรียนต่างจังหวัดก็ได้ ถือเป็นการช่วยให้น้อง ๆ มีหนังสือมาให้ฝึกอ่านเพิ่มขึ้น


ซองจดหมายต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ์ดต่าง ๆ หรือว่าซองจดหมายเรียกเก็บเงิน อย่างเช่นค่าโทรศัพท์ ก็หาอะไรมาหนีบรวมกันไว้ ใช้เป็นกระดาษบันทึกความได้


กระดาษหนังสือพิมพ์มีประโยชน์ใช้เช็ดกระจกได้ เก็บไว้อย่าทิ้ง หรือจะรวบรวมเอากระดาษต่าง ๆ ที่เหลือใช้ไปทำงานฝีมือ อย่างงานเปเปอร์มาเช่ได้ ลองติดต่อโรงเรียนแถว ๆ บ้านว่าทางโรงเรียนมีแผนการสอนที่ต้องใช้กระดาษในการประดิษฐ์หรือไม่ ถ้ามีก็อาสาเอาไปให้เสียเลย เด็ก ๆ จะได้ไม่เสียเวลาไปหาซื้อเพิ่ม

รณรงค์ให้ตามโรงเรียนต่าง ๆ หันมาสอนให้เด็กทำงานฝีมือที่นำเอากระดาษ

เหลือใช้มาทำแทนการซื้อกระดาษใหม่ ๆ เอ่อ …. อันนี้เหมาะมาก ๆ สำหรับบรรดาคุณแม่ที่จะเสนอแนวคิดนี้เวลามีประชุมผู้ปกครองนะคะ เพราะว่าการทำงานฝีมือ ไม่จำเป็นต้องใช้แต่กระดาษใหม่ ๆ สวย ๆ เพียงอย่างเดียว ใช้กระดาษเก่า ๆ แต่เพิ่มรายละเอียด ใส่ความสร้างสรรค์ลงไปเท่านี้งานก็ออกมาเก๋ได้แล้วค่ะ


อย่าลืมนะคะ ว่ากว่าจะได้กระดาษหนึ่งแผ่นนั้นเราก็เสียต้นไม้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นวิธีการไหนที่จะช่วยกันประหยัดได้ก็ควรทำนะคะ เพื่อโลกของเรา เพื่อสังคมของเรา และเพื่อตัวเราเองค่ะ

สะระแหน่สารพัดประโยชน์

Monday, July 14th, 2008

                                              

 

สะระแหน่นั้นถือเป็นอีกหนึ่งพืชผักที่ให้ประโยชน์มากมาย แถมยังเป็นพืชที่สามารถหาได้ทั่วไปอีกด้วย ในสมัยโบราณนั้นชาวกรีกและชาวโรมันต่างก็นำสะระแหน่มาใช้ในการประกอบพิธีกาต่าง ๆ มากมาย

แม้แต่ปัจจุบันนี้สะระแหน่ก็ยังสามารถนำมาใช้ได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น การดื่มน้ำมันสะระแหน่เพื่อแก้อาการปวดประจำเดือน นอนไม่หลับ ไมเกรน ตับหรือถุงน้ำดีมีปัญหา แต่ว่าต้องดื่มในปริมาณที่พอดีนะคะไม่งั้นอาจจะไปรบกวนเยื่อบุเมือกกระเพาะอาหารได้
สะระแหน่ให้ความสดชื่นผ่อนคลาย เพราะว่าในสะระแหน่นั้นมีเมนธอลที่เป็นกลิ่นอโรมา ทำให้ผ่อนคลาย และหากนำมาใส่ในน้ำดื่มก็จะทำให้ผู้ดื่มรู้สึกสดชื่นและไม่ทำให้น้ำเน่าเสีย

หากนำสะระแหน่ไปประกอบอาหารก็จะช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ท้องผูก สารพัดท้องจริง ๆ เชียว (เอ่อแต่ถ้าเป็นท้องแบบตั้งครรภ์อันนี้ไปหาหมอนะคะ)


แถมอีกนิดว่าน้ำมันสะระแหน่นั้นสามารถช่วยลดอาการกล้ามเนื้อบาดเจ็บ บวมช้ำ หรือเป็นผื่นคันได้อีกด้วยนะคะ ถือว่าเป็นพืชครอบจักรวาลเลยทีเดียวคะ สำหรับสะระแหน่เนี่ย


ถ้าบ้านใครมีพื้นที่ว่าง ๆ อยู่ก็ลองเอาสะระแหน่มาปลูกดูนะคะ จะได้เอามาปรุงอาหาร หรือหากเจ็บไข้ได้ป่วยตามอาการข้างบนก็จะได้ใช้สะระแหน่บรรเทาอาการได้หรือไม่ก็สามารถดึงเอาประโยชน์ของสะระแหน่มาใช้ในครัวเรือนได้ค่ะ

โรคมาพร้อมฝน 14 โรค

Monday, July 14th, 2008

                                    

 

กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังโรคติดต่อที่มาพร้อมฝน ที่สำคัญ 14 โรค เช่นโรคท้องร่วง โรคฉี่หนู ปอดบวม ไข้เลือดออก เผยแค่เดือนพฤษภาคมเดือนเดียว ทั่วประเทศพบผู้ป่วยแล้ว 49,000 ราย เสียชีวิตแล้ว 19 ราย จากปอดบวม ไข้เลือดออก อุจจาระร่วงเฉียบพลัน และโรคฉี่หนู สั่ง สสจ.ทุกจังหวัด รพ.ทุกแห่ง จับตาโรคใกล้ชิด 90 วัน ตั้งแต่เดือนนี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2551 (8มิ.ย.) นายไชยา   สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในฤดูกาลนี้ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหลายชนิด สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว ที่สำคัญ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคฉี่หนู โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้มาลาเรีย โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคบิด   โรคไข้สมองอักเสบเจอี โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง โรคปอดอักเสบ และโรคไข้หวัดนก ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) โรงพยาบาลทุกแห่ง จับตาเป็นพิเศษ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2551 เป็นช่วง 90 วันอันตราย ให้แพทย์ตรวจคัดกรองผู้ป่วยโดยละเอียดโดยเฉพาะโรคไข้หวัดนก จะต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าไทยจะยังไม่พบผู้ป่วยมาเป็นเวลา 21 เดือนก็ตาม

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่กลายพันธุ์จากการผสมข้ามสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก โดยในหมู่บ้านได้ขอความร่วมมือ อสม. 800,000 คน ติดตามการป่วยของสัตว์ปีกในหมู่บ้าน ตามมาตรการที่มีอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง และรายงานผลทุกวัน   ทางด้านนายแพทย์ปราชญ์   บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรค ได้ออกประกาศเตือนประชาชนในการป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน จัดส่งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกัน โดยมี 5 กลุ่ม รวม 14 โรค ได้แก่1.กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคบิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ สาเหตุเกิดจากกินอาหารดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหรือกินอาหารสุกๆ ดิบๆ2.กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง ที่พบบ่อยคือ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคไข้ฉี่หนู อาการเด่นคือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อที่บริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง3.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม อาการจะเริ่มจากไข้ ไอ หายใจเร็วหรือหอบเหนื่อย4.กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ได้แก่ โรคไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ 80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้าน โรคไข้สมองอักเสบเจอี ( Japanese Encephalitis ) ซึ่งมียุงรำคาญ มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนาเป็นตัวนำโรค ทั้ง 2 โรคนี้อาการจะเริ่มจากมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้อาเจียน โดยโรคไข้สมองอักเสบนี้อาจทำให้พิการภายหลังได้ และ5.โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา นายแพทย์ปราชญ์กล่าวต่อว่า จากการเฝ้าระวัง 14 โรคหน้าฝนดังกล่าวตลอดเดือนพฤษภาคม 25 5 1 พบผู้ป่วยแล้ว 49,000 ราย ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 99 รักษาหาย มีเสียชีวิตเพียง 19 ราย โดยเสียชีวิตจากโรคปอดบวม 13 ราย โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน 4 ราย และจากไข้เลือดออก โรคฉี่หนู อย่างละ 1 รายสถานการณ์โรคโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ 

นอกจากนี้ ในช่วงหน้าฝนประชาชนยังต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้า ที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนานๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ   เช่น งู ตะขาบ แมลงป่อง อาจหนีน้ำมาหลบอาศัยในบริเวณบ้านได้ด้านนายแพทย์ธวัช   สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า อาการนำเด่นๆ ของโรคติดเชื้อหลักๆ คือ อาการไข้ดังนั้นในช่วงนี้ หากมีไข้สูงและเช็ดตัวหรือกินยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน แนะนำว่าควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกกับโรค เพราะทั้ง 9 โรคที่เกิดขึ้นในฤดูฝนสามารถรักษาหายขาดได้ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง นายแพทย์ธวัช กล่าวต่อว่า ยาลดไข้ที่ต้องระมัดระวังในการใช้ลดอาการไข้ คือยาจำพวกแอสไพริน ห้ามกินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค ที่สำคัญ 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้ฉี่หนู ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอยู่แล้ว แต่หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไป จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น  การป้องกันโรคในฤดูฝน ขอให้ประชาชนสวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคโดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่นๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ถ่ายอุจจาระลงส้วม หากในช่วงที่มีน้ำท่วมขัง และส้วมใช้การไม่ได้ ห้ามถ่ายอุจจาระลงน้ำ ขอให้ถ่ายอุจจาระลงในถุงพลาสติก แล้วปิดปากถุงให้แน่น    ประชาชนควรตรวจดูโอ่งน้ำหรือภาชนะเก็บน้ำอื่นให้มีฝาปิดมิดชิด และเปลี่ยนน้ำจานรองขาตู้ แจกันไม้ประดับทุก 7 วัน ปล่อยปลาหางนกยูงในอ่างบัว ทำลายแหล่งที่มีน้ำขัง เช่น   กะลา กระป๋อง ยางรถยนต์เก่า เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ทั้งนี้ หลังเดินย่ำน้ำ ลุยน้ำแช่ขังหรือน้ำสกปรก ต้องล้างเท้าให้สะอาดทุกครั้ง แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด อย่าปล่อยให้อับชื้นเป็นเวลานาน แนะนำให้ใช้เครื่องป้องกันให้เป็นนิสัย เช่น ใส่รองเท้าบู๊ท หลีกเลี่ยงการสัมผัสพื้นที่ชื้นแฉะที่มีการเลี้ยงสัตว์ และสัมผัสปัสสาวะสัตว์ นอกจากนี้ ให้ดูแลความสะอาดบ้านเรือน ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มีพิษ หรือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน

เรื่องน่ารู้ของเต้าหู้

Monday, July 14th, 2008

                                               

 

เมื่อเอ่ยถึงเต้าหู้เพื่อน ที่นี่ คงจะนึกไปถึงอาหารมังสวิรัติเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่อันที่จริงแล้วแม้ว่าเพื่อน จะไม่ได้เป็นมังสวิรัติก็ควรรับประทานเต้าหู้กันบ้างอย่างน้อย สักอาทิตย์ละ 2 - 3 มื้อก็ยังดี

เพราะว่าในเต้าหู้นั้นมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น วิตามินบี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และกรดอะมิโน เรียกได้ว่าให้โปรตีนครบถ้วน แถมยังย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก

 

ส่วนสาว คนไหนที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ก็ขอแนะนำเลยนะคะ เพราะว่าเมื่อทานเต้าหู้เข้าไปแล้วคุณจะรู้สึกอิ่มนานขึ้น ทำให้ไม่อยากทานของจุกจิกระหว่างมื้ออาหาร

ถ้าจะให้ดีควรเลือกทานเต้าหู้ที่มีเนื้อนิ่มจะดีกว่า เพราะว่ามีไขมันน้อยกว่าเต้าหู้แบบแข็ง แต่ว่าถึงจะมีไขมันก็เป็นไขมันแบบไม่มีคอเลสเตอรอลนะ

เห็นมั้ยค่ะว่าเต้าหู้มีประโยชน์มากมายเลยเพราะฉะนั้นในมื้อต่อ ไปก็อย่าลืมเมนูที่ทำจากเต้าหู้นะคะ

ทำไมเด็กน้อย..ไม่ชอบกินผัก

Friday, July 11th, 2008

                         

ทำไมเด็กน้อย..ไม่ชอบกินผัก

 

อี้ ไม่เอา เหม็น ไม่อาหย่อย ไม่กิน นี่คงจะเป็นประโยคคลาสสิคที่เด็กเล็กๆจะพูดถึงอาหารจำพวกหนึ่ง ที่มีแต่คุณประโยชน์แก่ร่างกาย อุดมไปด้วยสารอาหารประเภทเกลือแร่และวิตามิน แน่นอนเจ้าค่ะนู๋มะลิกำลังพูดถึง ผักสด           ความรู้สึกไวต่อรสขมของคนเรานั้นจะค่อยๆ ลดลงไปเมื่อเราอายุมากขึ้น อย่างเด็กๆส่วนใหญ่จะไม่ชอบกิน มะระ แต่พออายุมากขึ้นก็เริ่ม

      ไม่แปลกใจกันหรอคะ ว่าพ่อแม่เราชอบรับประทานผักมาตั้งแต่เกิดเลยหรอ ทั้งๆที่มันขม ฝาด ไม่อร่อย แถมบางครั้งกลิ่นยังชวนเวียนหัวซะได้
     ส่วนหนึ่งอาจจะใช่แต่จริงๆแล้วก็เพราะ

กินได้ แล้วต่อมาอาจบอกว่า “อร่อยดี”จนเรียกได้ว่า มะระ เป็นอาหารโปรดของผู้อาวุโสเลยทีเดียว รสชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเราชอบกินอะไรบางอย่างและไม่ชอบบางอย่าง และรสนิยมการกินนี้ก็จะเปลี่ยนไปตามอายุ ควรเลือกซื้อแต่ผักผลไม้ที่สดสะอาด และไม่ผ่านการฉีดยาฆ่าแมลง บางครั้งอาจจะเหมือนมีรอยแมลงต่างๆแทะ ทำให้ไม่สวยแต่นั่นแหล่ะค่ะ เรียกว่าปลอดสารพิษแน่นอน  เพื่อส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างสูงสุดจะดีกว่านะคะ   

     นายอดัม ดรูนอฟสกี้ ผู้อำนวยการโครงการโภชนาการศึกษามหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในอเมริกาอธิบายว่า…

     ส่วนประกอบหลักในอาหารไทยตั้งแต่โบราณมานั้น ก็คือผักสด นี่เอง เพราะเป็นแหล่งอุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากมาย นอกจากคนโบราณจะปรุงอาหารทานกันเองในบ้านเรือนแล้วมันจะทำให้อาหารสะอาดไร้สารพิษ  

     ซึ่งปัจจุบัน โลกของเราปนเปื้อนไปด้วยสารพิษเกือบทุกหนทุกแห่ง เราจึงควรเลือกซื้อแต่ผักผลไม้ที่สดสะอาด และไม่ผ่านการฉีดยาฆ่าแมลง บางครั้งอาจจะเหมือนมีรอยแมลงต่างๆแทะ ทำให้ไม่สวยแต่นั่นแหล่ะค่ะ เรียกว่าปลอดสารพิษแน่นอน เพื่อส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างสูงสุดจะดีกว่านะคะ

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………………

“ข้าวโพด” คุณค่านับอนันต์

Wednesday, June 25th, 2008

  

ข้าวโพดไม่ธรรมดา คุณค่านับอนันต์

รู้กันดีว่า

ข้าวโพดเป็นธัญพืชที่สำคัญมากชนิดหนึ่งของโลก

เป็นอาหารที่มีประโยชน์มากทั้งคนและสัตว์ข้าวโพดมีถิ่นกำเนิดแถบประเทศตะวันตก

เป็นที่นิยมบริโภคกันในแถบทวีปอเมริกากลางและใต้

สำหรับในประเทศไทยข้าวโพดเป็นที่รู้จักและรับประทานกันมาช้านานแล้ว

ข้าวโพดมีคุณค่าทางอาหารมากมาย ประกอบไปด้วยสารอาหาร ดังนี้

- คาร์โบไฮเดรต  “ข้าวโพดมีคาร์โบไฮเดรตประมาณร้อยละ 72 ข้าวโพดหนัก 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่

ไขมัน  เมล็ดข้าวโพดมีไขมันอยู่ร้อยละ 4 มีฤทธิ์ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอล ช่วยลดความดันโลหิตสูง

โปรตีน  โปรตีนในข้าวโพดเป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ค่ะ เพราะจากกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายคือไลซีนและทริบโตฟาน ควรรับประทานข้าวโพดร่วมกับถั่วเมล็ดต่างๆ

วิตามิน  อุดมด้วยวิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 รวมไปถึงเกลือแร่ด้วยค่ะ

ประโยชน์ของข้าวโพด นอกจากจะรับประทานฝักสดๆแล้ว ข้าวโพดฝักอ่อน มักจะนำมาบรรจุกระป๋องซึ่งเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่นำมูลค่าส่งออกให้ประเทศค่ะ

น้ำมันข้าวโพดนิยมนำมาทำขนมหรือน้ำมันสลัด ตลอดจนใช้ทอดอาหารต่างๆได้เป็นอย่างดี

นอกจากประโยชน์ในรูปของอาหารแล้ว ข้าวโพดยังมีประโยชน์ในอุตสาหกรรมเครื่องอุปโภคหลายชนิด เช่น ทำสบู่, น้ำมันใส่ผม, น้ำหอม, กระดาษ, ผ้า

ตลอดจนฝัก, ใบ, ลำต้น ยังนำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์อีกหลายอย่าง อาทิ ปุ๋ย, วัตถุฉนวนไฟฟ้า ซังข้าวโพดแห้งยังใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มได้

ข้าวโพดมีสรรพคุณทางยา อาทิ ช่วยบำรุงร่างกาย, หัวใจ, ปอด, ขับปัสสาวะ  และนำมาพอกรักษาแผล งานนี้ต้องบอกว่า ข้าวโพดไม่ธรรมดาจริงๆค่ะ